“Mai-Tai ที่ไม่ได้อ่านว่า ไหมไทย ค็อกเทลกลิ่นอายของเกาะอันหอมหวาน ความสมดุลระหว่าง RUM ที่เข้มข้น กับ น้ำมะนาวสด และอัลมอนด์ที่ละมุนจนหัวใจเหมือนรอยอยู่ริมทะเล”
Mai Tai ตำนานค็อกเทลจากเกาะสวรรค์ที่โลกหลงรัก
ถ้าหากพูดถึงค็อกเทลที่เป็น “ตัวแทนของบรรยากาศเขตร้อน” คงไม่มีเครื่องดื่มตัวไหนจะมีเรื่องราวเข้มข้นและเสน่ห์ชวนฝันเท่า MAI-TAI อีกแล้ว เครื่องดื่มที่เป็นสีทองอร่าม ผสมผสานระหว่างรสเปรี้ยวอมหวาน กลิ่นหอมของ RUM และกลิ่นอัลมอนด์จากน้ำเชื่อม orgeat ได้อย่างลงตัว จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรม “Tiki Bar”ที่โด่งดังไปทั่วโลก ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20
จากบาร์เล็กๆในแคลิฟอร์เนียสู่ตำนานของโลก
ประวัติของMai-Tai นั้นเต็มไปด้วยการถกเถียง เพราะมีถึง 2 ตำนานที่ต่างอ้างว่า ตัวเองคือผู้ให้กำเนิดค็อกเทลแก้วนี้
ตำนานแรก มาจากชายที่ชื่อ Victor J.Bergeron หรือที่คนทั่วโลกรู้จักกันในชื่อ Trader Vic เจ้าของร้านอาหารและบาร์ที่ชื่อ “Trader Vic’s” ในเมือง Oakland รัฐCalifornia ในช่วงปี ค.ศ. 1930 และได้กลายเป็นบุคคลสำคัญของยุคทองแห่งวัฒนธรรม Tiki
และในปี ค.ศ. 1944 Trader Vic ได้ทำการทดลองผสมค็อกเทลให้โดยใช้ Jamaican Rum ที่มีกลิ่นเข้มข้น ผสมกับ น้ำมะนาวสด, น้ำเชื่อมอัลมอนด์(Orgeat Syrup), Orange Caraçao และ น้ำเชื่อมธรรมดา (simple syrup) จากนั้นเขาได้นำไปให้เพื่อนจาก Tahiti ชิม เพื่อนคนนั้นถึงกับอุทานออกมาว่า “Maita’i roa ae!” เป็นภาษา Tahiti แปลว่า “ยอดเยี่ยม” Trader Vic จึงตั้งชื่อค็อกเทลนี้ว่า “MaiTai” ตามคำนั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนานที่สืบต่อกันมามากกว่า 80 ปี
ส่วนอีกตำนาน เกิดในยุคเดียวกัน คือ Don the Beachcomber (Ernest Raymond Beaumont Gantt) ก็อ้างว่า เขาต่างหากคือผู้ที่คิดสูตร MaiTai ก่อน Trader Vic ถึง 10 ปี โดยเรื่องราวเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1933 ที่บาร์ของเขาใน Hollywood ซึ่งถือว่าเป็นบาร์ Tiki แห่งแรกของโลก
สูตรของ Don นั้นซับซ้อนมาก มีส่วนผสมมากกว่า 10 อย่าง เช่น รัมหลายชนิด, น้ำผลไม้เมืองร้อน, เหล้าส้ม และ เครื่องเทศกลิ่นเขตร้อน เรียกได้ว่าเป็น เวอร์ชันต้นแบบของสไตล์ Tiki โดยแท้ ถึงแม้ว่า Don จะเป็นผู้บุกเบิกแนวคิด Tiki Bar ก่อนใคร แต่สูตรMai-Tai ที่กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก กลับเป็นเวอร์ชันของ Trader Vic ที่ดื่มง่ายกว่า และมีเอกลักษณ์ชัดเจน
ไมไท กับยุคทองของวัฒนธรรม Tiki
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐอเมริกาเข้าสู่ยุคที่ผู้คนเริ่มโหยหาความสุข ความผ่อนคลาย และกลิ่นอายของเกาะสวรรค์ ไมไท จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหลีกหนีจากโลกแห่งความเป็นจริง เพียงแค่คุณจิบไมไท ก็เสมือนว่าคุณได้ล่องเรือไปยังเกาะโพลิเซียที่แสนสงบ
ในช่วงปี คศ. 1950 – 1960 บาร์แนว Tiki ทั่วสหรัฐอเมริกา ต่างก็มี ไมไท เป็นเมนูหลัก ค็อกเทลถูกเสิร์ฟมาในแก้วทรงเตี้ย ตกแต่งด้วยผลไม้ สีสันสดใส และร่มค็อกเทลเล็กๆ ที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องดื่มแนว Tiki culture มาจนถึงทุกวันนี้
สูตรต้นฉบับ ไมไท ปี 1944 (สูตร Trader Vic)
-
- Jamaican Rum
- Orange Curaçao
- Orgeat syrup
- น้ำมะนาวคั้นสด
- Simple Syrup
- น้ำแข็งบด
มีรสชาติ สดชื่น หอมเปรี้ยว จากมะนาว มีความนุ่มหวานจากอัลมอนด์ และกลิ่นหอมของรัมที่เด่นชัด แต่ไม่รุนแรงเกินไป จนปัจจุบัน ไมไท ได้กลายเป็นเครื่องดื่มประจำเกาะฮาวาย ที่สื่อถึง ความสุขแห่งเกาะสวรรค์ และเมนูที่ขาดไม่ได้ในทุกบาร์ริมทะเลทั่วโลก
ไมไทสูตรดั้งเดิม ที่ไม่ใช่ ไหมไทยแก้วสีแดง
ในปัจจุบัน ไมไท มีหลากหลายเวอร์ชัน ทั้งแบบที่ใช้ Dark Rum ผสมกับ White Rum เพื่อเพิ่มเลเยอร์ของรสชาติ เติมน้ำสับปะรด และ น้ำส้ม ออกมาเป็นไมไท ที่มีสีแดงส้ม รสชาติสดชื่น กลมกล่อมแบบไทยๆ รสชาติเข้าถึงง่าย ซึ่งเหมาะกับคนทั่วไป
แต่ที่ Olympus เรายืนยันว่าอยากให้คุณได้ดื่ม ไมไท ที่เป็นสูตรดั้งเดิม จึงไม่มีการเติมน้ำสับปะรด น้ำส้ม แต่ยังคงมีรสชาติสดชื่น จากน้ำมะนาว รังสรรค์เครื่องดื่มที่มีรสชาติรุนแรง ให้มีความ Balance ดื่มง่าย แต่ยังคง สูตรแบบ original ออกมาเป็นเครื่องดื่มสีเหลืองทอง on top ด้วยมะนาวซีก ให้คุณได้ลิ้มลอง และเราเชื่อว่า นี่จะเป็นเครื่องดื่มไมไท ที่คุณไม่เคยได้สัมผัสมาอย่างแน่นอน
หากคืนนี้คุณไม่รู้จะสั่งอะไร เราขอแนะนำ ไมไท คลาสสิคค็อกที่ผ่านประวัติอันโชกโชนมามากกว่า 80 ปี แล้วผ่อนคลายกับบรรยากาศสบายๆ ให้ค่ำคืนนี้เป็นคืนแห่งการผ่อนคลาย
สรุป เครื่องดื่มที่ใช่ กับ MAI-TAI แบบดั้งเดิมที่ โอลิมปัส
ไมไท ไม่ได้เป็นเพียงแค่ค็อกเทลธรรมดา แต่คือตำนานในแก้ว ที่บอกเล่าเรื่องราวของความฝัน การเดินทาง และความสุขเล็กๆในชีวิต ใครที่ได้ลิ้มรส ไมไท ไม่ได้เพียงแค่ดื่มเครื่องดื่ม แต่กำลังดื่มประวัติศาสตร์ของความผ่อนคลาย ที่มีอายุมากกว่า 80 ปี โดยเฉพาะหากได้มาดื่มที่ Olympus แล้ว คุณจะได้สัมผัส กับ MAI-TAI แบบ Original ที่รังสรรค์มาเพื่อคุณ
“MAI-TAI กับรสชาติที่ทำให้คุณรู้สึกว่า ชีวิตอาจไม่สมบูรณ์แบบ…แต่แก้วนี้ยอดเยี่ยมเสมอ”
